ทำไมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ที่รู้ๆคือชีวิตตอนนี้ไม่ได้ชอบซะเลย

วันนี้ครับผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องคนหนึ่งที่สำนักงาน

น้องเขามาปรึกษาปัญหาชีวิตว่า จะเอายังไงต่อดี

เขาไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี อารมณ์ประมาณว่า ไม่รู้ว่าชอบงานอะไร  ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปในรูปแบบไหนถึงจะโอเคกับชีวิตที่สุด รู้แค่ว่าชีวิตที่เป็นอยู่หนะไม่ชอบ

เชื่อว่าหลายๆคนก็เคยพร่ำถามตัวเองในคำถามอย่างนี้เหมือนกันนะ

ผมก็เลยบอกกับน้องเขาใน concept สั้นๆว่า

“สาเหตุของปัญหานี้ คือน้องไม่มีเป้าหมายชีวิตยังไงหละครับ”

ผมเชื่อว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

ถามจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนโตมาจนป่านนี้ จะมีสักกี่คนที่เคยนั่งกับตัวเองเพื่อตั้งเป้าหมายชีวิตอย่างจริงๆจังๆ

คนส่วนมากคิดเพียง เรียน ทำงาน เลื่อนตำแหน่ง หกสิบเกษียณ อยู่บ้านเลี้ยงหลาน แล้วก็ตาย

บ้างก็เคยคิดว่าอยากได้อะไร อยากมีอะไรเพราะเห็นเพื่อนเขามีแล้วดูดี ก็อยากมีมั่ง แต่มันคือของที่ตัวเองต้องการจริงๆหรือเปล่า ไม่รู้!!!

การดำเนินชีวิตแบบนี้ดูมีเป้าหมายนะ แต่จริงๆ แล้ว มันคือการใช้ชีวิตแบบไหลไปตามกาลเวลาให้ให้เวลาพาชีวิตไป แก่ไปเรื่อยๆ คิดเพียงวันนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร เรื่องเดือนหน้า ปีหน้า 10 ปีหน้า เอาไว้ก่อน ใกล้ๆแล้วค่อยคิด สุดท้ายก็ไม่เคยเห็นภาพรวมของความฝันตัวเองเลย ทีนี้จะรู้ได้ไงว่าจะไปทางไหนต่อ และจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้ยืนอยู่จุดไหน แล้วจะรู้ได้ไงสเต็ปต่อไปคือยังไง สุดท้ายก็ “หลงทาง” ชาติหน้าถ้าไม่ลืมค่อยว่ากันใหม่หละกัน

อีกอย่างหนึ่งครับ มีอีกบางคนที่มีความฝันแล้วนะ มีเป้าหมายแล้วนะ ดีเลย แต่ดันตกม้าตายตรงที่ ไม่เคยเขียนลงกระดาษทำให้มันเป็นของที่มีอยู่ในโลกความจริง

goal_plan1

เป้าหมายที่ดีไม่ใช่เขียนในวิมานอากาศ แต่ต้องเขียนไว้ในกระดาษ

เมื่อไม่เขียน และไม่คิดจะลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว สุดท้ายความฝันที่เคยคิดไว้ ก็กลายเป็นฝันกลางวันที่ไม่เคยสำเร็จ

เป้าหมายชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก “ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงคนได้ นอกจากการที่เขามีเป้าหมาย”

ลองตั้งเป้าหมายดู แล้วจะรู้ว่าเราชอบอะไร กิจกรรมไหนที่เราต้องให้ความสำคัญ

น้องคนนี้ถามผมต่ออีกว่า “ฉันไม่รู้ว่าชอบอะไร เพียงแค่รู้ว่าสิ่งที่ทำอะ ไม่ชอบ”

ผมจึงแนะนำไปว่า แกไม่ใช่คนเดียวหรอกที่คิดแบบนี้ คนส่วนมากก็คิดแบบนี้

ที่เราไม่รู้ว่าเราชอบอะไร เป็นเพราะเราไม่เคยหายังไงหละครับ

วันๆเราทำอะไรบ้างหละ…ไปที่ทำงาน แล้วกลับมาบ้าน ไปทำงาน แล้วกลับบ้าน ว่างๆแวะห้างหน่อย แล้วกลับบ้าน แล้วคุณจะรู้อะไรไปมากกว่าเส้นทางเดิมนี้หละ

“ฉันลองหาแล้ว!!”

ที่ว่าหาแล้ว เคยลองจริงๆไหม ลองจนหายคาใจเลยว่าชอบหรือไม่ชอบ

ผมเชื่อว่า หลายคนรู้ว่ามีรูปแบบการสร้างชีวิตทางโน้น ทางนี้ ทางนั้น แต่จะมีสักกี่คนหละที่เข้าไปศึกษาลองทำดูจริงๆจังๆอะครับ ส่วนมากเต็มที่ก็ได้แค่คิด จดๆจ้องๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ ลองทำดู จะได้คลายความสงสัยให้สิ้นไส้ไปเลย

“ก็เคยลองทำแล้ว ก็มันไม่ใช่อะ!!” ผมจะบอกว่า เป็นปกติครับที่การลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำในครั้งแรก อาจจะไม่เจอสิ่งที่เราตามหาอยู่ ชีวิตเราไม่ได้ฟลุคถูกตั้งแต่ครั้งแรกขนาดนั้นหรอกครับ แต่การลองก้าวแรกที่ไม่รู้จะก้าวไปทำไมนี้ จะพาเราไปเจอก้าวต่อไป และก้าวอีกต่อๆไป ไม่นานครับคุณจะพบก้าวที่คุณชอบ

แล้วก้าวก่อนๆหละจะให้อะไรเรา ก้าวออกไปฟรีแบบนี้หรอ ผมบอกเลย “ทุกก้าวจะสร้างเรื่องราวให้เรา” อะไรที่ทำแล้วเราไม่ตาย เราจะโต แม้ลองทำก้าวนั้นๆแล้วไม่สำเร็จ สิ่งที่เราจะได้คือทักษะที่จะติดตัวไป ซึ่งต่อไปเราจะหวนกลับมาขอบคุณมัน ที่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเรา

เงินในกระปุกออมสินเต็ม ไม่ได้เต็มเพราะเหรียญแรกหรือเหรียญสุดท้าย แต่เต็มเพราะทุกๆเหรียญทำให้มันเต็ม ดังนั้นทุก้าวมีส่วนสำคัญทั้งนั้น แม้จะห่วยแตกหรือล้มเหลวก็ตาม

“โห!! ต้องใช้เวลาอ้อมขนาดนั้นเลยหรอ ดูเสียเวลาอะ”

ผมมองว่าไม่ได้เสียเวลานะ แต่เป็นการใช้เวลาเพิ่มทักษะของตัวเอง คนรอบรู้ ไม่อดตาย สอดคล้องกับที่ผมเคยบอกว่า คนมากทักษะ รายได้ก็มากด้วย

จริงอยู่ว่าประตูบางบาน เราอาจเปิดเจอของที่ไม่ได้ต้องการ แต่ก็ทำให้เรามีโอกาสเลือกประตูที่เหลือที่เป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ มากขึ้น แถมเราสามารถเก็บบทเรียนจากประตูที่ไม่ใช่ได้อีก

แต่ถ้าเกิดเราไม่ลองทำ ทำแต่เพียงจดๆจ้องๆ เราก็ยังอยู่ที่เดิมนี่แหละ แล้วก็ไม่มีทางรู้เลยว่าประตูไหนจะเป็นทางที่เราชอบ สุดท้ายก็นั่งทนอยู่ที่เดิม ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็แนะนำอะไรได้ไม่มากนอกจากทนต่อไปสัก 5 ปี แล้วหลังจากนั้น จะชินไปเอง…

 “เฮ๊ย!! ก็อยากออกไปหานะ แต่คนเรามันต้องกินต้องใช้ทุกวัน ถ้าหาไม่เจอจะเอาอะไรกิน”

ผมไม่ได้บอกว่า “การออกมาหาเส้นทางที่ใช่ต้องลาออกจากงานมาหาเลย” ไม่ขนาดนั้นครับ คุณสามารถลองทำหาช่องทางอื่นทำในเวลาที่ยังคงทำงานเดิมอยู่นี่แหละ ทำไมต้องเลือกหละ ทำคู่กันไปได้เลยได้

งานประจำที่ทำอยู่ ผมไม่เคยบอกว่ามันไม่ดี มันคืองานที่สามารถเลี้ยงชีวิต ทำๆ สิ้นเดือนมีรายได้แน่นอน แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับนะว่า เพดานรายได้ไม่ได้สูง พูดง่ายๆ ผมไม่เคยเห็นใครรวยด้วยงานประจำ มันคืออาชีพที่ “รวยไม่ทน จนไม่นาน” ด้วยโมเดลแบบนี้จึงทำให้เรามีโอกาสสำเร็จได้ยากมาก สรุปคือ “ไม่อดตาย แต่ก็ไม่โต”

“อ้าว!! แล้วเขาทำยังไงอะ เขาถึงมั่งคั่ง”

เมื่อผมไปถามคนสำเร็จ พบว่าแทบทุกคนหละครับจะบอกว่า การที่ชีวิตเขาที่เปลี่ยนแปลงจนสำเร็จ เกิดจากการที่เขาทำอะไรบางอย่าง “หลังเลิกงาน”

ผมเชื่อว่าถ้าบ้านคุณไม่ได้มีต้นทุน คงหนีไม่พ้นต้องผ่านงานประจำ เมื่อเข้าสู่เวลางานประจำปุ๊บ Life Style คุณภาพชีวิตของแต่ละคนก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ตั้งใจทำงาน ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง รายได้ขึ้น ปีหละสัก 10%

แต่ช่วงเวลาที่จะทำให้โลกนี้มีทั้งคนมั่งคั่งและไม่มั่งคั่ง มันขึ้นอยู่ในช่วงเวลา “หลักเลิกงานนี่แหละครับ”

คุณภาพชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่า “คนๆนั้นเอาเวลาว่าง –เวลาหลังเลิกงานไปทำอะไร?”

นี่คืออีก Key Success ที่สำคัญเลยนะครับ

ผมเชื่อว่าคนสำเร็จในช่วงที่เขากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เขาคงไม่ใช่คนที่เน้น ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเกะ Shopping ดูคลิป Follow ละคร อะไรอย่างนั้น คุณอาจจะไปลองเขียนบทความ ลองพูดสอนสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ ลองเข้าสัมมนาพัฒนาตัวเอง ลองเรียนภาษา ลอง ขายของออนไลน์ หรือทำ ธุรกิจเครือข่าย อะไรก็ได้ หรือพูดง่ายๆ คือ “อยากสำเร็จต้องเน้นพัฒนาตัวเอง”

“ฉันทำงานมาเหนื่อยๆ ป๊ะ จะให้มาทำอะไรแบบนี้อีก เครียดไปป๊ะ ตึงไปป๊ะ??”

ก็เธอไม่ชอบชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่หรอ ถ้าจะให้หลุดก็ต้องดิ้นให้มากกว่าเดิม จริงไหมครับ คิดจะมีผลลัพธ์ชีวิตที่ดีกว่านี้ ก็ต้องเหนื่อยกว่าเดิมแน่นอนหละ ต้องเป็นมนุษย์ 200% เพราะทำเหมือนเดิม เหนื่อยทำเดิม ผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยตลอดไปหนิ มันเหมือนการเล่นว่าวหนะ เหนื่อยตอนแรกที่ต้องวิ่งเท่านั้นแหละ ถ้าการดิ้นของเรา มันทำให้หลุดจากชีวิตเดิมๆ คุณจะโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยหละ ถ้าท้อ เลิก ก็กลับสู่ฐานะเหมือนเดิม

ยิ่งถ้ารู้ว่าเราต้นทุนไม่ได้มากพอ ก็ต้องแทนด้วยความพยายามที่มากกว่า

26-เช้า

“ทำไมคนสำเร็จใช้ชีวิตตึงจัง คนที่จะสำเร็จ มีความสุขไม่ได้เลยหรอ”

“ไม่จริงหรอกครับ!!” พวกเขาใช้ชีวิตอย่างความสุขมาก แม้จะยังไม่สำเร็จก็เถอะ

เพราะเขามีเป้าหมาย เขาจึงรู้ตัวเสมอว่าสิ่งที่เขากำลังอยู่นั้น เป็นก้าวที่เท่าไหร่ นำไปสู่ก้าวที่เท่าไหร่ของเป้าหมาย

เขาเต็มใจที่จะตัดเรื่องไร้สาระออกไปให้ลดน้อยลง

ผมถึงบอกเสมอยังไงหละครับ เมื่อมีเป้าหมายชีวิต การตัดสินใจใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปเองโดยที่เราแทบไม่ต้องฝืนเลย

ถามว่ามีฝืนไหม ต้องมีอยู่แล้ว ช่วงแรกไม่คุ้นชินหรอก เหมือนเริ่มออกกำลังกาย แต่เมื่อมีเป้าหมายของตนเองที่มีแรงจูงใจมหาศาล เราจะมีแรงฝืนต่อไป จนเมื่อมันกลายเป็นนิสัยแล้ว มันจะอยากทำเอง ทีนี้พอเราเริ่มจะทำอะไรที่ไร้สาระ เราจะเริ่มทำเรื่องไร้สาระอย่างฝืนๆ เพราะอยากทำตามเป้าหมายมากกว่า

“ถ้ามันเหนื่อยนัก ก็รีบทำให้สำเร็จเร็วๆสิ จะได้มีโอกาสได้เลิกทำซะที”

เราหลีกหนีไม่ได้หรอกครับที่ต้องสร้างชีวิต ไม่มีใครชอบสร้างชีวิต เพราะมันคือสิ่งที่จริงจังที่เราต้องทำ ก็เลือกงานที่ทำแล้วสำเร็จเร็วๆ แล้วรีบทำให้เสร็จๆ เวลาที่เหลือจะได้ไปเที่ยวเล่นยังไงหละครับ ไม่ต้องรอถึง 60 ปีเหมือนแต่ก่อนแล้วหละ

 “ก็คิดไม่ออกอะ จะลองทำอะไรดี”

คิดไม่ออกไม่เป็นไรครับ เป็นธรรมดา แต่ขอให้พยายามคิด

เมื่อเราเริ่มคิด เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามนี้ในหัว สมองของเราจะเริ่มประมวลและมองหาคำตอบ

ลองนั่งเงียบๆ มีสติ คุยกับตัวเอง คิดและลิสต์มันออกมาใส่กระดาษเป็นข้อๆเลยครับว่า ชีวิตในอุดมคติ เพียบพร้อมทุกอย่างในความหมายของตัวเอง เราอยากมีอะไร อยากมีLife Style แบบไหน อย่าเอาสภาพที่เป็นอยู่มาลดทอนฝันของเรานะ  และอย่าคิดว่า “งานอะไรก็ได้ของให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้บาท เอาเงินเยอะๆ” ถ้าไม่งั้นเราจะหลงทางไปพร้อมกับเงิน

เราต้องหา Life Style ของเราก่อน จะได้รู้ว่างานแบบไหนที่ตอบ Life Style ของเรา

อย่าคิดเหมือนคนทั่วไปที่คิดสวนทางไปเลย ที่คิดหางานก่อน แล้วค่อยปรับ Life Style ให้เข้ากับงาน

เพราะผลลัพธ์ที่คนส่วนใหญ่ได้คือ ได้ทำงานที่ไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ ได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ปลื้มสักเท่าไหร่ แถมก็ยังได้ค่าตอบแทนที่ได้ก็ไม่ค่อยจะปลื้มด้วยสิ แล้วจะสนุกในเวลาทำงานได้อย่างไร จริงไหมครับ!!

เป้าหมายต้องมี Life Style การทำงานที่ต้องการก่อน คิดไม่ออกก็เอาคิดเอาไว้ ไม่แน่นะวันนี้คุณอาจจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือสักเล่มหรือบทความสักเรื่อง แล้วมันคลิกกับความคิดสิ่งที่สมองเรากำลังมองหาอยู่พอดี คุณอาจจะจับมันมาเป็นไอเดียแล้วพลิกชีวิตคุณไปเลยก็ได้นะ แต่ถ้าไม่เคยคิดถามสมองเลย สมองจะไม่พยายามมองหา แม้จะไปเจอไอเดียดีๆ โอกาสโดนๆ ก็มองไม่เห็นว่ามันคือโอกาส

“เมื่อคุณเริ่มหา ตาเราจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่เรากำลังหา”

h_story

คำถามสุดท้ายครับ!!

“อยากรวยต้องทำยังไง??”

เคล็ดลับเดียวเลย สำหรับคนที่กำลังหาไอเดียรวย

“จน ให้เข็ดก่อนสิ!! แล้วเดี๋ยวจะเริ่มรวย”

ที่ผมบอกแบบนี้เพราะผมสังเกตว่า คนเราเนี่ยจะคิดมีเป้าหมายและเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบจริงๆจังๆ ก็ต่อเมื่อ มี 2 วิ… เข้ามาในชีวิต คือ มีวิสัยทัศน์เข้าใจชีวิตรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนก่อน วิกฤตจะเข้ามาและความคิดของคนสำเร็จ หรือไม่ก็ มีวิกฤต แบบว่าฉันทนไม่ไหวแล้วกับชีวิตที่ยืนอยู่ มันย่ำในที่แย่จนไม่ไหวแล้ว ไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว

น้อยคนนะที่จะมีวิสัยทัศน์เปลี่ยนชีวิตก่อนจะมีวิกฤตเข้ามา ส่วนมากคนเรามักคิดเปลี่ยนชีวิตเมื่อเกิดวิกฤตก่อน ไม่ไหวแล้วจึงต้องเปลี่ยน

ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ตอบได้ง่ายมาก เพราะคำว่า “ก็ดีอยู่แล้ว” ยังไงหละครับ ที่เป็นสาเหตุไม่คิดเปลี่ยนชีวิต คำว่าดีอยู่แล้ว จึงเป็นอุปสรรคของคำว่า “ดีกว่า” ก็ไม่ได้ชอบใจชีวิตที่เป็นอยู่หรอก แต่ยังทนได้อยู่จึงไม่คิดจะเปลี่ยน ผมจึงบอกยังไงหละครับว่า “ถ้าอยากรวย เริ่มง่ายๆเลย ไปจนมาให้เข็ดซะก่อน” ถ้าเราเข็ดจริงๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราจะดิ้นสุดแรงเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ เราจะตามหาทุกวิธีที่เขาว่าทำแล้วจะสำเร็จ แล้วจะทำมันอย่างไม่เสียเวลาสงสัย และทำจริงอย่างไม่ลดละ ไอ้เจ้าแรงกดดันอันแรงกล้านี่แหละที่จะผลักดันเราออกจากหลุมนั้นแล้วเปลี่ยนชีวิตแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า สมองกับเป้าหมายชีวิต มันจะมีเวชมนตร์ความสำเร็จ แผ่ขึ้นมาแม้แต่คุณยังประหลาดกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตของตัวเองมากๆเลยหละ โอกาสหนะมันอยู่รอบตัวเรานี่แหละ เราจะเห็นมันหรือไม่ มันอยู่ที่เรากรอกเป้าหมายชีวิตใส่สมองในรูปแบบไหนหละ ลองตั้งเป้าหมายชีวิตดู แล้วคุณจะเห็นโอกาสรวยอีกมากมายเลยหละ

Tags: , ,

Comments are closed.